Tuesday, September 27, 2005

อันนินทา กาเลเหมือนเทย่า


มาแล้วเว้ย มาแว้ว ได้ฤกษ์อัพซะทีหลังจากมีทั้งเสียงบ่น ค่อนแคะ ถั่วแระญี่ปุ่นมาหลายวัน (ไม่เชื่อไปอ่านดูในคอมเม้นฮ่ะ) แหม ก็คนมันมะมีเวลานี่คะ ทำงานงกๆ หาเงินมาผ่อนไอพ็อด จนไม่มีเวลาได้พักผ่อน อ่อนเพลีย เลียไอติม

ก็หลังจากที่เอาเรื่องนักเรียนมานินทาแล้วพอดีมีเสียงตอบรับที่ดีพอสมควร ดังนั้นในโพสต์หน้าจะพยายามเอานักเรียนมานินทาอีกนะเคอะ ช่วงนี้ที่ทำงานเหงาหงอย หอยตลับมาก เนื่องจากนักเรียนมีสอบกัน แล้วเมื่ออาทิตย์ที่แล้วดันเกิดมีพายุพัดผ่าน ฝนตกพรำๆ ไม่ลืมหูลืมตาติดกันหลายวัน ดิชั้นทำงานอยู่ก็เซ็งซะเหลือเกิน จะชวนเพื่อนร่วมงานมาเล่นอีกาหวงไข่กันในแล็บซะแล้ว เออ ถึงนินทานักเรียนไม่มี ก็ขอนินทาเพื่อนร่วมงานหน่อยเหอะ อิอิอิ

ก็คือ ที่ทำงานดิชั้นจะมีเจ่กะเทยอยู่ตนนึง เจ่แกขำมากๆ อยู่ใกล้แล้วเหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนกลับไปสมัยตอนอยู่ที่คณะอีกครั้งนึง เอาล่ะสมมติว่าเจ่คนนี้แกชื่อโจเซฟีนแล้วกัน โจเซฟีนทำงานเป็นคอนซัลแทนท์ (ชื่อตำแหน่งหรูนะคะ แต่จริงๆ แล้วก็คือแผนกขายของ ล่อเด็กให้มาเรียนที่โรงเรียนนั่นเอง) เจ่แกทำนมแล้ว แต่ยังไม่ได้ผ่าตรงนั้น ตอนนี้ก็เลยครึ่งผีครึ่งคนอยู่ แต่ละวันที่เจ่แกมาทำงาน ชุดทำงานแกจะเนี้ยบมากๆ มีทั้งชุดแอร์สายการบินต่างๆ (คือชุดสูท + ผ้าพันคอ) มีชุดพลังโอโม่ (คือขาวจนนักเรียนแสบตา) มีชุดเกิร์ลลี่ เบอรรี่ และก็ชุดกี่เพ้าสวยสง่าดั่งนางเอกตำนานรักดอกเหมย ผมของเจ่แกก็จะเกล้าขึ้นแล้วรวบตึงสมกับเป็นกุลสตรีไทยใจงาม เวลาโจเซฟินเดินผ่าน เจ่เค้าจะสวย เริ่ด เชิ่ด มากๆ อ๊ะ อ๊ะ อย่าเพิ่งนึกไปว่าเจ่จะต้องเย่อหยิ่งยโสเหมือนกะเทยส่วนใหญ่ เจ่แกพูดจาไพเราะเสนาะหูมากๆ มีคะมีขา ทุกคำ ยิ่งเวลาพูดกะลูกค้านะอู้ยยยย แอร์สายการบินไทยกราบตีนเลยค่ะ ชั้นล่ะก็ชื่นชมในความสวยมั่นของเจ่เค้า วันนี้เจ่บังเอิญเดินโฉบเฉี่ยวผ่านเข้ามาในแล็บ ที่ที่ชั้นสิงสถิตย์อยู่

เจ่โจ: เนี่ยเบื่อจิงๆ ชอบมีนักเรียนมาถามว่า ถ้าชั้นผ่าตรงนั้นแล้วหน้าชั้นจะเปลี่ยนไปไหม ประมาณว่าจะสวยขึ้นไหมอะไรแบบนี้ ถามกันบ่อยจนชั้นจะบอกว่า เนี่ย เดี๋ยววันที่หนึ่ง ธันวาจะไปผ่า ผ่าเสร็จแล้วเดี๋ยวชั้นมานั่งแหกขาหน้าโรงเรียนให้นักเรียนมันดู แล้วชั้นจะคิดเงินด้วย ถ้าขอดู 20 บาท ถ้าจะเอาก็ 50

เวรอนิก้า (เพื่อนอีกคน) : แล้วถ้าเค้าขอจับล่ะ โจ

เจ่โจ: เดี๋ยวโจให้จับฟรี ไม่คิดเงิน (พูดพลางเอานิ้วทัดหู)

เจ่โจขาใจเย็นๆ ค่ะ สถานศึกษานะคะ ไม่ใช่อัลคาซ่าร์ รักษาภาพหน่อย อุตส่าห์แต่งเป็นแอร์สวยๆ แล้วเน้อ จะมาตกม้าตายก็เพราะเรื่องนี้แหล่ะน้าา

เมื่อวานได้หนังสือมาเล่มนึง เรื่อง เรียนภาษาญี่ปุ่นจากการ์ตูนญี่ปุ่น ดีมากเลยคุณ แถมซีดีด้วย อิชั้นก็เพิ่งจะได้ทราบความหมายของเพลงจบเรื่องอิกคิวซังก็ตอนนี้แหล่ะ โอ้โห เนื้อหาเศร้ามากๆๆๆๆ เป็นแบ่บอิกคิวซังเขียนจดหมายหาแม่ใช่แมะ

มันเริ่มต้นด้วย ははうえさま おげんきですか อ่านว่า ฮาฮาอุเอะซามา โอเกงคิเดะสึก้าาาาาาาาาา (โปรดทำสำเนียงให้เหมือนต้นฉบับแล้วจะได้อถรรสยิ่งขึ้น) แปลว่า ท่านแม่ สบายดีหรือปล่าวครับ แล้วก็ชอบตรงที่อิกคิวบอกว่า くじけませんよ おとこのこですอ่านว่า คุจิเคมาเซงโยะ โอโตโคะโนะโคะเดสึ แปลว่า ไม่ท้อหรอกครับ ผมเป็นเด็กผู้ชาย อู้ย น่ารักเน้อออออ เด็กอาร้ายยยยย น่าชวนมานั่งสมาธิแถวบ้านจิงๆ

วันนี้โพสต์เล็กๆ น้อยๆ ไปก่อนแล้วกัน แล้วเดี๋ยวมาใหม่ ใส่ไข่พิเศษ นั่งเขียนมากก็ปวดหลัง หยั่งกะคนแก่ อะไรกันชั้นเพิ่งจะยี่สิบสี่ ยังไม่ทันเบญจเพศ (ที่สาม) เลย ช้านไม่ย๊อมม
มมมมมมมมมมมมม


ถ้านักเรียนของชั้นมันหน้าเหมือนกันหมดทั้งคลาสอย่างงี้ก็คงจะสอนไม่ไหวล่ะคะ หลอนจิตมากๆ

Friday, September 16, 2005

How about a nice cup of shut the fuck up??

*อยากจะบอกว่าเมื่อวานกับวันนี้ที่ทำงานเงียบมาก เสมือนป่าช้าวัดดอน เนื่องจากฝนตกพรำๆ ทั้งวันทั้งคืน นักเรียนก็เลยไม่ค่อยอยากมาเรียนกัน เออถ้าเป็นชั้น ชั้นก็คงกลับบ้านไปนอนเหมือนกัน แล้วแบ่บในแล็บจะหนาวไรล่ะค่า ฝนก็ตก แอร์ก็เปิดกระหน่ำกันเข้าไปสิ ก็วันนี้นะฮ้าจะมานินทานักเรียนที่โรงเรียนอิชั้นให้ฟัง แบ่บเพิ่งสำเหนียกว่าการเป็นครูนั้น มันยากเจงๆ ยากเพราะว่าวันๆ นึงต้องสู้รบกับนักเรียนหลายหลากอารมณ์ กินนมตราหมี ซึ่งมันจะมีนักเรียนอยู่ประมาณหยิบมือนึงที่ขี้สงสัยชอบถามคำถามน่ากระโดดถีบเอาแล้วเก้าอี้ทุ่มใส่อีกทีให้มันรู้แล้วรู้รอดไป

*วันนี้จะแนะนำให้รู้จักนักเรียนกรณีศึกษาคนนึง คือนายถามมาสิจ้ะ..โดน (โดน PT รุมตบนะ) นายคนนี้เค้าจะมีคาแรกเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์มาก แกมาเรียนที่วอลล์สตรีททุกวัน ส่วนใหญ่จะมาตั้งแต่เที่ยงๆ (ถือว่าเช้าแล้วนะ) แล้วจะใช้ชีวิตกินนอน หมอนเสื่อ อยู่ในแล็บจนโรงเรียนปิด แต่ละวันที่แกมา ก็จะมี image เดิมๆ เป็นที่คุ้นตาของเหล่า PT ทั้งหลาย ก็คือ จะสะพายเป้สีเขียวตุ่นๆ เดินโทงๆ เข้ามาในแล็บ ที่ใบหน้าของเค้าจะมีระเรื่อของแป้งเด็กแคร์ เรืองรองอยู่ตรงช่วงทีโซน โดดเด่นมาก (ชั้นสงสัยว่าอีนี่มันไปว่ายน้ำมาก่อนหรือป่าวเนี่ย) ส่วนผมของพ่อคุณก็จะฟูฟ่องไปไหนล่ะ หลังจากเพ่งพิจารณาอยู่หลายครั้ง ก็ได้ขอสรุปว่า ผมฟูๆ เสียๆ แบบนี้เป็นผลมาจากการนึกครึ้มไปทำรีบอนดิ้งราคาถูก ทำให้แทนที่จะได้ผมตรงสลวยกลับได้ผมกระด้างเป็นไม้กวาดมาแทน แต่ก็นะ ว่าไม่ได้ คนเรามันก็อยากจะดูดีใช่มะล่ะ ก็ต้อง keep on trying กันไป

*อะ เล่าต่อๆ คุณคนนี้เค้าจะไปนั่งคอมเครื่องเดิมประจำทุกครั้งที่เค้ามาเรียนใช่แมะ แล้วแบ่บเค้าจะชอบเรียก PT ถามคำถามที่แบ่บ โอ้โห พ่อคุณ คำถามทั้งหลายใช้อวัยวะส่วนใหญ่คิดไม่ทราบยะ ลองมาดูกันว่าคุณคนนี้เค้าจะมีฤทธิเดชอะไรบ้าง (นโยบายของโรงเรียนคือต้องพูดภาษาอังกิดเท่านั้น แต่กะคนนี้ ดิชั้นขอแหกกฎ)

ชั้นกะลังเดินชิวๆ อยู่ในแล็บ โดยหารู้ไม่ว่ากะลังจะแกว่งเท้าหาเสี้ยนอยู่...
ถามมาสิจ้ะ..โดน: Excuse me, excuse me...
ข้าพเจ้า: Yes? (สัดเอ้ยยยย ไม่น่าเผลอเดินมาตรงนี้เลยกู แต่ก็ตีหน้าสวยแสร้งยิ้มไปตามหน้าที่)
ถามมาสิจ้ะ..โดน: (เอานิ้วชี้ในสมุดที่คำว่า anyway) What this mean?
ข้าพเจ้า: Erm...you usually say 'anyway' when you want to change the topic or the subject.
ถามมาสิจ้ะ..โดน: ฮ่ะ อะไรนะครับ again again..
ข้าพเจ้า: (ภาษาอังกิดท่าทางจะไม่เวิร์ค) ก็เราจะพูด anyway เมื่อเราต้องการเปลี่ยนหัวข้อบทสนทนาหรือเมื่อเรานึกอะไรขึ้นมาได้และอยากจะกล่าวเสริมไงครับ
ถามมาสิจ้ะ..โดน: Ok, what example
ข้าพเจ้า: (เอาแล้วไง) Hmm..for example, when you're talking to someone on the phone and you've just realised that you have to go do something else, you might say, "Anyway, I should get going"
ถามมาสิจ้ะ..โดน: ฮ่ะ อะไรนะครับ again again..
ข้าพเจ้า: (กูไม่น่าตอบเป็นภาษาอังกิดเล้ย) ก็เวลาคุยโทรศัพท์กะเพื่อนไรเงี้ยครับ ถ้าเราอยากจะวางสาย เพราะเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระต้องทำ ก็สามารถพูดตัดบทได้ว่า "Anyway, I should get going"
ถามมาสิจ้ะ..โดน: มันแปลว่าอะไรครับ
ข้าพเจ้า: ก็แบ่บ ยังไงก็เถอะ เดี๋ยวจะต้องไปแล้ว ประมาณนี้อะครับ
ถามมาสิจ้ะ..โดน: How can spell?
ข้าพเจ้า: (เริ่มมองหา PT คนอื่น) a-n-y-w-a-y. comma. I-s-h-o-u-l-d...."
ถามมาสิจ้ะ..โดน: Get going what mean?
ข้าพเจ้า: (เริ่มเมื่อย เพราะยืนนาน) It's a bit like 'I have to go now'
ถามมาสิจ้ะ..โดน: Why have -ing in go?
ข้าพเจ้า: Because it's a phrasal verb...เพราะว่ามันเป็นสำนวนอะครับ
ถามมาสิจ้ะ..โดน: Can you give me example more?
ข้าพเจ้า: (อยากบีบคออีนี่แล้ว) ก็อย่างเช่นพวก get up, take off, put on อย่างงี้อะ เรียกว่า phrasal verbs
ถามมาสิจ้ะ..โดน: อ่อ ครับ แล้วถ้าจะบอกว่าขอให้นอนหลับฝันดีนะ จะพูดยังไงอะครับ
ข้าพเจ้า: ก็พูดสั้นๆว่า sweet dreams ก็ได้
ถามมาสิจ้ะ..โดน: How spell?
ข้าพเจ้า: (เอ๊ะ มึงรู้อะไรบ้างมั้ยเนี่ย) s-w-e-e-t....
ถามมาสิจ้ะ..โดน: แล้วพูดยังไงอีกได้บ้าง can you tell me
ข้าพเจ้า: You can say, hope
you sleep well, have a nice sleep พูดได้หลายแบบอะครับก็แล้วแต่
ถามมาสิจ้ะ..โดน: แล้วทำไมตรง dream ต้องมี s ครับ
ข้าพเจ้า: ก็พหูพจน์ไงครับ คนเรามันก็ฝันได้หลายเรื่อง เคยฝันไหมล่ะครับ (เริ่มวีน)
ถามมาสิจ้ะ..โดน: อ่อ ครับ แล้ว....
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
เห็นภาพไหมคะ คำถามคุณพี่แบ่บต่อยอดมากๆ คือถามต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด นี่เค้าไม่ได้จ้างชั้นมาสอนแกคนเดียวนะ ยืนนานเมื่อยก็เมื่อย พูดก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ทีหลังต้องมองหน้ามองหลังก่อนจะเดินไปไหนในห้องแล็บ ไม่งั้นเดี๋ยวจะซวยอีกกู

Wednesday, September 14, 2005

ไดอะรี่ที่รัก

สี่ทุ่ม

เปียกโว้ย เปียกกกกก เดินตากฝนกลับบ้านมาเหมือนนางเอกมิวสิควีดีโอเฉิ่มๆ จนยามที่คอนโดทักว่า

“โอ้โห ไม่มีร่มหรอคร้าบบ เปียกหมดเลย ฮิฮิ”

แน้ มีมาแอบขำกรุ่มกริ่มใส่กูอีก เดี๋ยวเถ้อ…

ว่าแต่ว่าวันนี้มีอะไรน่าสนใจ / ตื่นเต้นเกิดขึ้นบ้างในชีวิตสวยๆ ของเจ้าของบล็อกคนนี้

อุ้ย นี่ไง พอดียูบีซีที่บ้านช่องมันหายไปสองช่องและถูกแทนที่ด้วยช่อง 5 และช่อง 7 (ใครมันอยากจะดูวะหน่ะ) ซะงั้น ก็เลยจัดการเรียกคุณสายัณห์ ช่างประจำห้องให้ลองมาเช็คดู

ช่างสายัณห์: (นั่งกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ) เอ่อ เพ่แล้วช่องไหนล่ะที่มันหายไป
ชั้น: อ๋อ ช่องซีรี่ย์อะครับ
ช่างสายัณห์: อะไรนะ ช่องไรนะ
(ตามองอยู่ที่จอทีวี)
ชั้น: ช่องซีรี่ย์ไงครับ ซีรี่ย์อะ
ช่างสายัณห์: มันเป็นช่องยังไงอะครับเพ่
(ตายังคงมองทีวีอยู่)
ชั้น: เอ่อ มันก็คือช่องละครชุดของฝรั่งอะครับ
ช่างสายัณห์: (พอดีเปิดไปเจอช่องที่ฉาย Academy Fantasia ซึ่งเป็นตอนที่เค้ากะลังซ้อมร้องเพลงกะซ้อมเต้นอยู่) โหย แล้วนี่ช่องไรเนี่ยเพ่
(ตาเบิกโพลงด้วยความตื่นเต้น)
ชั้น: อ่อ อะคาเดมี่ แฟนเท...
ช่างสายัณห์: (ทำเสียงจุ๊ จุ๊) โหเพ่ ไอ้นี่มันเต้นเก่งนะเนี่ย

สรุปเมิงจะมาซ่อมให้กูหรือมาจะมาดูยูบีซีบ้านกูกันแน่เนี่ยยยย
ก่อนที่จะคุณสายัณห์เค้าจะอินกับรายการต่างๆ ของยูบีซีไปมากกว่านี้ อิชั้นต้องบอกเค้าให้สอนวิธีจูนเอาช่องที่มันหายไปคืนมา จะได้ทำเองได้ (จริงๆ แอบไล่เค้าทางอ้อม) ตอนนี้แฮปปี้มากเพราะว่านอกจากจะได้ช่องคืนกลับมาแล้ว ยังได้ช่องพิเศษมาอีกคือช่อง Star World ซึ่งรายการ Pop Idol, Desperate Housewives, Little Britain มันจะอยู่ที่ช่องนี้ เป็นช่องไฮโซ แต่เมื่อกี้ดูๆ ช่องนี้อยู่มันเปลี่ยนไปกลายเป็นช่อง BBC Prime ซะอย่างงั้น มันยางงายยยยย

วันนี้ทำงานกะสาย ดังนั้นจึงต้องปิดแล็บ หมายความว่าต้องปิดห้อง Speaking Centre ที่ทำงานตอน 3 ทุ่มครึ่ง ที่ทำงานไม่มีใครชอบการปิดแล็บ เพราะอะไรหน่ะหรือ ก็เพราะว่ามันเลิกดึกแถมยังต้องสู้รบปรบมือกับเหล่านักเรียนทีมชาติ ก็คือนั่งเรียนมันอยู่อย่างงั้นแหล่ะ ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง สงสาร PT (personal tutor) ต่ำต้อยอย่างชั้นบ้างเหอะ ยืนรอจะกลับบ้านยิกๆ แต่โอ้ย วันนี้เกือบโดนเจ้านายด่าซะแล้ว พอดีแต่ก่อนมันมีนักเรียนมาคอมเพลนว่า PT ชอบปิดไฟ ปิดแอร์ไล่ (อ่าว ก็มันถึงเวลาปิด มันก็ต้องปิดสิคะ ทำไมตัวเองไม่มาเรียนตั้งแต่ตอนแล็บเปิดล่ะ จะได้อยู่นานๆ) อีเจ้านายก็เลยปิ๊งไอเดียจะให้ปิดแล็บสามทุ่มสี่สิบห้า โอ้โห พอ PT รู้ข่าวเท่านั้นแหล่ะ แล็บแทบแตก ก็เลยประนีประนอมกันว่าโอเคห้ามปิดไฟก่อนสามทุ่มครึ่ง แต่วันนี้ตอนปิดไฟ มันยังมีนักเรียนกะลังเก็บของจะลุกออกจากที่นั่ง อีเจ้านายมาจาเล่เดินลิ่วมาเลยค่ะ มาบอกให้เปิดไฟก่อน (กูจะกลับบ้านนนนนนน) ไรยะ ชั้นจะกลับบ้าน จะแคร์ทำไม ลูกค้าก็ลูกค้าแหล่ะ แต่ไม่มีความรับผิดชอบเองหนิ บอกตั้งแต่ก่อนมาเรียนแล้วว่าแล็บจะปิดกี่ทุ่ม นั่งตะบี้ตะบันฟังกันอยู่นั่นแหล่ะเน้อคนเรา

ว้าย เม้าไปเม้ามาจะตีสองซะแล้ว ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้หน้าตาสดใสสู้หนุ่มสาวออฟฟิศแถวที่ทำงานไม่ได้

*รักคนอ่าน ร่านสวาท ขาดคนรัก พักกินข้าว เกล้าผมฉี่*


Thursday, September 08, 2005

And I Walk Alone, I Walk Alone

เดินกลับบ้านจากที่ทำงานวันนี้ รู้สึกโคตรเหงา เลิกงานก็ตั้งสองทุ่มแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะรีบกลับบ้านทำไม กลับไปก็ไม่มีใครรออยู่ ไม่มีอะไรทำ ตอนนี้ที่เห็นอัพบล็อกถี่ก็เพราะเหตุนี้แหล่ะ ออนไลน์เอ็มเอสเอ็นก็ไม่มีคนจะคุยด้วย เซ็งมากๆ แล้วตอนนี้ฝนก็เสือกตกลงมาอีกอีกแหน่ะ จะแกล้งกูไปถึงหนายยยยยยยย เฮ้อ ก่อนไปขอจบด้วยเพลงตามฟอร์ม เพลงไหนมันจะเหมาะไปกว่าเพลงนี้ล่ะ

Walking back home from work this evening, feeling so ever lonely. Even though I got off work at 8, still I didn't see any reason to rush home. Nobody's there expecting my return, nothing exciting to do, nobody to talk to on MSN, rain outside my window pouring down. Bored. Alone. Lonely. Headache.

This song couldn't have been more apt...

I walk a lonely road
The only one that I have ever known
Don't know where it goes
But it's home to me and I walk alone
I walk this empty street
On the Boulevard of Broken Dreams
Where the city sleeps and I'm the only one and I walk alone
I walk alone, I walk alone, I walk alone
My shadow's the only one that walks beside me
My shallow heart's the only thing that's beating
Sometimes I wish someone out there will find me
'Til then I walk alone
I'm walking down the line
That divides me somewhere in my mind
On the border line
Of the edge and where I walk alone
Read between the lines
What's fucked up and everything's alright
Check my vital signs
To know I'm still alive and I walk alone
I walk this empty street
On the Boulevard of Broken Dreams
Where the city sleeps
And I'm the only one and I walk alone
My shadow's the only one that walks beside me
My shallow heart's the only thing that's beating
Sometimes I wish someone out there will find me
'Til then I walk alone...


PS. to you-know-who, so sorry for being needy, demanding, unreasonable, overly worried & paranoid. Basically, sorry for being a total arsehole since you've gone to the Costa del Sol, or whatever it's called. I know you're trying your best. Believe me, so am I. I hate myself for acting this way. Sorry a.


Tuesday, September 06, 2005

A Million Miles Away From Here


ได้ดูมิวสิควีดีโอเพลง Counting Down The Days ของ Natalie Imbruglia อย่างตั้งอกตั้งใจเมื่อวันก่อน เคยแต่ดูผ่านๆ หลายทีแล้วล่ะ ฟังแต่เพลงไม่ค่อยได้สนใจเนื้อเรื่องมากนัก ก็อีนังนาตาลีมันจะทำมิวสิคได้เก๋ไก๋บันไดลิงสักแค่ไหนเชียวล่ะ (แต่มิวสิคเพลง Smoke ของเธอก็เก๋อยู่นะเอ้อ) ทำให้เกิดบรรลุพุทธิปัญญาว่า เออ มิวสิคเพลงนี้มันช่างสร้างมาบรรจบเข้ากะอารมณ์เจ้าของบล็อกตอนนี้ซะจิงเชียว...

ใครที่ยังไม่มีโอกาสได้ดู ก็ไปหาดูซะตามช่องเพลงทั้งหลาย ถ้าไม่มียูบีซี ก็ลองไปยืนดูตามสถานีบีทีเอส ไม่ก็ตามโทรทัศน์ในที่สาธารณะต่างๆ แล้วกันนะ แต่เดี๋ยวเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าเรื่องมันเป็นไง เรื่องก็ไม่มีอะไรมากหรอก ก็นางเอกของเราหน่ะสิ ตรากตรำทำงานเป็นสาวออฟฟิศ กินฝรั่งดองตอนพักเที่ยงไปวันๆ แต่ละวันผ่านไปก็เหมือนเดิม ทำกิจวัตรซ้ำๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ จนกระทั่งใกล้ๆ จะจบเพลง แม่คุณกำลังทำงานอยู่ดีๆ ที่ออฟฟิศ เกิดองค์ไหนลงไม่ทราบ หนีกลับบ้านไปแพ็คพาสปอร์ต เสื้อผ้า โบกแท็กซี่ไปสนามบินฮีธโทร์วซะงั้น (หลังจากดูรูปการณ์แล้ว คาดว่าน่าจะไปหาผู้ชาย)
อู้ย รองานเลิกก่อนก็ไม่ได้เนอะแม่คุณ

เรื่องก็มีอยู่แค่นี้ ไม่มีอะไรมาก รสหวาน ดูง่าย เข้าใจง่าย แต่ด้วยความที่มัน hit home โดนใจคนๆ นี้ซะเหลือเกิน สองสามวันที่ผ่านมาชั้นก็เลยฟังแต่เพลงนี้ เพราะเกิดอาการอินจัด อยากเป็นนางเอกมิวสิควีดีโอบ้าง
อยากยืนๆ ซีร็อกซ์อยู่ที่ทำงานแล้วเกิดกระเหี้ยนกระะหือรือ
วิ่งหนีกลับบ้านไปแพ็คกระเป๋าแล้วโบกแท็กซี่ไปดอนเมือง อินเตอร์แนชั่นแน่วซะให้รู้แล้วรู้รอด วีซงวีซ่าก็ไม่ต้องขอ ตั๋วเครื่องบินก็ไม่ต้องจอง เดี๋ยวแวะกดเงินเอาจากเอ็มทีเอ็มข้างๆ เซเว่นสักสามสี่หมื่น แล้วไปค่อยซื้อเอาที่เคาเตอร์ก็ได้ ไม่เห็นจะแคร์

แต่ถ้าเพียงความเป็นจริงมันง่ายดายอย่างนี้...

ในชีวิตจริง ข้าพเจ้าก็ยังคงต้องยืนซีร็อกซ์การบ้านนักเรียน ถึงแม้ว่าแสงไฟวูบวาบจากเครื่องซีร็อกซ์จะทำให้ชีวิตดูมีสีสันหลั่นล้าไปชั่วขณะนึง แต่ก็ยังรู้สึกว่าชีวิตมันน่าเบื่อ รู้สึกว่าเวลาไม่ค่อยมีว่างไปทำสิ่งอื่นๆ ที่อยากทำ อยากเรียนภาษาญี่ปุ่น อยากเล่นสเก็ต อยากเขียนหนังสือ อยากอีกสารพัดอยาก (กลับไปอ่านโพสต์ “อยากๆ” ได้ ที่นี่
http://chanunusual.blogspot.com/2005/08/i-want-therefore-i-am.html )

เคยไปไหนไกลๆ มั้ย ที่ไหนก็ได้ที่ไกลจากคำว่า “ที่นี่” เราชอบการเดินทางและท่องเที่ยวมากๆ มันเริ่มมาจากการได้ไปแลกเปลี่ยนที่แคนาดาเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ถึงแม้ว่าจะไปเรียน แต่ตัวเองก็ถือว่าได้ไปเที่ยวเล่นแรดๆ บีบนมวัวไล่จับควายมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งปี หลังจากนั้นก็สัญญากะสนามบินว่าชั้นจะกลับมาเหยียบมันอีกหลายๆ ครั้งให้ได้ (ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นในเวลาต่อมา เพราะครึ่งนึงของที่ไปเหยียบมาทั้งหมดก็มีหลายครั้งอยู่ที่ต้องไปรับพ่อคุณคนนั้นและก็ต้องไปส่งพ่อคุณคนเดิมคนนั้น) มีใครก็ไม่รู้ จำไม่ได้ เคยบอกไว้ว่า การไปเที่ยวนั้นเหมือนกับการทิ้งภาระทั้งหมดอยู่ที่บ้าน อยู่ที่มหาลัย อยู่ที่ทำงาน อยู่ที่ประเทศบ้านเกิดเมืองนอน เพราะว่าพอได้ไปเที่ยว เราไม่มีอะไรต้องกลับมาทำ ไปเที่ยวตะลอนๆ แล้วก็กลับมานอนสบายๆ ที่โรงแรม วันรุ่งขึ้นก็ออกไปเที่ยวต่อ ไม่มีอะไรต้องคิดมากมาย แค่คิดว่าวันนี้จะไปไหนดี ความรู้สึกนี้ได้สัมผัสอย่างแท้จริงก็เมื่อตอนที่ได้ไปเที่ยวอังกฤษกะฝรั่งเศส เพราะว่าชีวิตไม่มีอะไรต้องห่วงเลยจิงๆ เรียนก็เรียนจบแล้ว เหลือแต่รอรับปริญญา งานก็ยังไม่ต้องหา เพราะรอไปเที่ยวก่อน กลับมาแล้วค่อยหาก็ได้ ไม่เห็นต้องรีบ ชีวิตอิสระฟรีด้อมแพลเน็ตมากๆ (ซึ่งผิดกับตอนนี้อย่างสิ้นเชิง)

ชอบกระบวนการทุกขั้นตอนของการเตรียมตัวไปเที่ยวอย่างยิ่ง (ยกเว้นตอนเก็บตังค์) ทั้งการวางแผน การซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ สำหรับไปเที่ยว จองตั๋วต่างๆ จองโรงแรม รวมไปถึงการไปสนามบินตอนเที่ยงคืนเพื่อรอขึ้นเครื่องตอนตีสาม ชอบการเข็น trolley ชอบความรู้สึกที่เหมือนอยู่อีกโลกนึง ตอนเดินเข้าไปในประตูพรากญาติและคนรัก (อีประตูนรกนั้นแหล่ะ ที่เวลาไปส่งผู้ชายแล้วเค้าไม่ให้เราเข้าอ่ะ) ชอบเดินดูของตามร้าน duty free ดูผู้คนที่จะต้องจากกันไปไกล ดูผู้คนที่กำลังจะบินกลับบ้าน ดูผู้คนที่กำลังจะไปเที่ยวเหมือนกะเรา ชอบตอนที่เค้าปั๊มวันที่ในพาสปอร์ตว่าเราจะ depart ชอบตอนเครื่องบินกะลังจะเทคออฟ --โอ้ว ลาก่อนเมืองไทย แล้วเจอกันใหม่ เมื่อชาติต้องการ

คิดว่าหลายๆ คนที่กะลังอ่านโพสต์นี้อยู่ล้วนแล้วมีประสบการณ์ไปต่างบ้านต่างเมืองกันแล้วทั้งนั้น ใครรู้สึกยังไงบ้างก็ do share นะ แล้วจะคอยอ่าน ก่อนลากันไปขอทิ้งเพลงนี้ไว้แล้วกัน ไหนๆ ก็อุตส่าห์พูดถึงมิวสิคเค้าแล้ว

*Counting Down The Days - Natalie Imbruglia*

You were right
And I don't wanna be hereIf your gonna be there
Was that supposed to happen?
I'll hold tightI'll remember to smile
Though it has been a while
And without you does it matter?
There's no roomNo place to start
When our souls are apart

*I wanna travel through time
See your surprise
Hold you so tight
I'm counting down the days tonight
I just wanna be a million miles away from here
I'm counting down the days

How've you been
It's just the usual here
And days are feeling like years
And every day's without you
Now I cryJust a little too much
When I think of your touch
And everything about youI feel coldI'm in the dark
When our souls are apart

*I wanna travel through time
See your surprise
Hold you so tight
I'm counting down the days tonight
I just wanna be a million miles away from here...


จบข่าว

Monday, September 05, 2005

Sitting, Waiting, Wishing


เคยไหม เคยรอคอยสิ่งใดสิ่งหนึ่งมานานแสนนาน
Have you ever been waiting for something for so, so long?

แต่สิ่งนั้นก็ยังไม่มาสักที
But that thing doesn’t seem to ever arrive…yet.

รอแล้ว รอเล่า
Sitting, waiting, wishing…

เมื่อไหร่จะถึงวันนั้น
When will that day get here?

เป็นห่วง
Worried,

ไม่แน่ใจ
Uncertain,

ไม่มั่นใจ
Insecure,

หวั่นวิตก,
Anxious,

สับสน
Confused,

ทำไมไม่ตอบข้อความ
Why hasn’t he replied to my messages?

ได้อ่านอีเมล์ที่ส่งไปหรือปล่าว
Has he read the emails I sent?

ทำอะไรอยู่
What is he up to?

คิดถึง
Missing,

อยากไปอยู่ใกล้ๆ
Wanting to be near,

อยากไปหา
Wanting to meet again,

อยากไปพบหน้า
Wanting to see the face,

เกลียดระยะทาง
Hating the Distance,

เกลียดความห่างไกล
Hating being far away,

เกลียดความห่างเหิน
Hating not being together,

เกลียดสิ่งที่มองไม่เห็น
Hating what I can’t see.

เมื่อไหร่จะจบสักที
When will all this end?

เป็นบ้าไปแล้วกู
"Chanun was found not guilty, by reason of insanity"