Tuesday, September 06, 2005

A Million Miles Away From Here


ได้ดูมิวสิควีดีโอเพลง Counting Down The Days ของ Natalie Imbruglia อย่างตั้งอกตั้งใจเมื่อวันก่อน เคยแต่ดูผ่านๆ หลายทีแล้วล่ะ ฟังแต่เพลงไม่ค่อยได้สนใจเนื้อเรื่องมากนัก ก็อีนังนาตาลีมันจะทำมิวสิคได้เก๋ไก๋บันไดลิงสักแค่ไหนเชียวล่ะ (แต่มิวสิคเพลง Smoke ของเธอก็เก๋อยู่นะเอ้อ) ทำให้เกิดบรรลุพุทธิปัญญาว่า เออ มิวสิคเพลงนี้มันช่างสร้างมาบรรจบเข้ากะอารมณ์เจ้าของบล็อกตอนนี้ซะจิงเชียว...

ใครที่ยังไม่มีโอกาสได้ดู ก็ไปหาดูซะตามช่องเพลงทั้งหลาย ถ้าไม่มียูบีซี ก็ลองไปยืนดูตามสถานีบีทีเอส ไม่ก็ตามโทรทัศน์ในที่สาธารณะต่างๆ แล้วกันนะ แต่เดี๋ยวเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าเรื่องมันเป็นไง เรื่องก็ไม่มีอะไรมากหรอก ก็นางเอกของเราหน่ะสิ ตรากตรำทำงานเป็นสาวออฟฟิศ กินฝรั่งดองตอนพักเที่ยงไปวันๆ แต่ละวันผ่านไปก็เหมือนเดิม ทำกิจวัตรซ้ำๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ จนกระทั่งใกล้ๆ จะจบเพลง แม่คุณกำลังทำงานอยู่ดีๆ ที่ออฟฟิศ เกิดองค์ไหนลงไม่ทราบ หนีกลับบ้านไปแพ็คพาสปอร์ต เสื้อผ้า โบกแท็กซี่ไปสนามบินฮีธโทร์วซะงั้น (หลังจากดูรูปการณ์แล้ว คาดว่าน่าจะไปหาผู้ชาย)
อู้ย รองานเลิกก่อนก็ไม่ได้เนอะแม่คุณ

เรื่องก็มีอยู่แค่นี้ ไม่มีอะไรมาก รสหวาน ดูง่าย เข้าใจง่าย แต่ด้วยความที่มัน hit home โดนใจคนๆ นี้ซะเหลือเกิน สองสามวันที่ผ่านมาชั้นก็เลยฟังแต่เพลงนี้ เพราะเกิดอาการอินจัด อยากเป็นนางเอกมิวสิควีดีโอบ้าง
อยากยืนๆ ซีร็อกซ์อยู่ที่ทำงานแล้วเกิดกระเหี้ยนกระะหือรือ
วิ่งหนีกลับบ้านไปแพ็คกระเป๋าแล้วโบกแท็กซี่ไปดอนเมือง อินเตอร์แนชั่นแน่วซะให้รู้แล้วรู้รอด วีซงวีซ่าก็ไม่ต้องขอ ตั๋วเครื่องบินก็ไม่ต้องจอง เดี๋ยวแวะกดเงินเอาจากเอ็มทีเอ็มข้างๆ เซเว่นสักสามสี่หมื่น แล้วไปค่อยซื้อเอาที่เคาเตอร์ก็ได้ ไม่เห็นจะแคร์

แต่ถ้าเพียงความเป็นจริงมันง่ายดายอย่างนี้...

ในชีวิตจริง ข้าพเจ้าก็ยังคงต้องยืนซีร็อกซ์การบ้านนักเรียน ถึงแม้ว่าแสงไฟวูบวาบจากเครื่องซีร็อกซ์จะทำให้ชีวิตดูมีสีสันหลั่นล้าไปชั่วขณะนึง แต่ก็ยังรู้สึกว่าชีวิตมันน่าเบื่อ รู้สึกว่าเวลาไม่ค่อยมีว่างไปทำสิ่งอื่นๆ ที่อยากทำ อยากเรียนภาษาญี่ปุ่น อยากเล่นสเก็ต อยากเขียนหนังสือ อยากอีกสารพัดอยาก (กลับไปอ่านโพสต์ “อยากๆ” ได้ ที่นี่
http://chanunusual.blogspot.com/2005/08/i-want-therefore-i-am.html )

เคยไปไหนไกลๆ มั้ย ที่ไหนก็ได้ที่ไกลจากคำว่า “ที่นี่” เราชอบการเดินทางและท่องเที่ยวมากๆ มันเริ่มมาจากการได้ไปแลกเปลี่ยนที่แคนาดาเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ถึงแม้ว่าจะไปเรียน แต่ตัวเองก็ถือว่าได้ไปเที่ยวเล่นแรดๆ บีบนมวัวไล่จับควายมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งปี หลังจากนั้นก็สัญญากะสนามบินว่าชั้นจะกลับมาเหยียบมันอีกหลายๆ ครั้งให้ได้ (ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นในเวลาต่อมา เพราะครึ่งนึงของที่ไปเหยียบมาทั้งหมดก็มีหลายครั้งอยู่ที่ต้องไปรับพ่อคุณคนนั้นและก็ต้องไปส่งพ่อคุณคนเดิมคนนั้น) มีใครก็ไม่รู้ จำไม่ได้ เคยบอกไว้ว่า การไปเที่ยวนั้นเหมือนกับการทิ้งภาระทั้งหมดอยู่ที่บ้าน อยู่ที่มหาลัย อยู่ที่ทำงาน อยู่ที่ประเทศบ้านเกิดเมืองนอน เพราะว่าพอได้ไปเที่ยว เราไม่มีอะไรต้องกลับมาทำ ไปเที่ยวตะลอนๆ แล้วก็กลับมานอนสบายๆ ที่โรงแรม วันรุ่งขึ้นก็ออกไปเที่ยวต่อ ไม่มีอะไรต้องคิดมากมาย แค่คิดว่าวันนี้จะไปไหนดี ความรู้สึกนี้ได้สัมผัสอย่างแท้จริงก็เมื่อตอนที่ได้ไปเที่ยวอังกฤษกะฝรั่งเศส เพราะว่าชีวิตไม่มีอะไรต้องห่วงเลยจิงๆ เรียนก็เรียนจบแล้ว เหลือแต่รอรับปริญญา งานก็ยังไม่ต้องหา เพราะรอไปเที่ยวก่อน กลับมาแล้วค่อยหาก็ได้ ไม่เห็นต้องรีบ ชีวิตอิสระฟรีด้อมแพลเน็ตมากๆ (ซึ่งผิดกับตอนนี้อย่างสิ้นเชิง)

ชอบกระบวนการทุกขั้นตอนของการเตรียมตัวไปเที่ยวอย่างยิ่ง (ยกเว้นตอนเก็บตังค์) ทั้งการวางแผน การซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ สำหรับไปเที่ยว จองตั๋วต่างๆ จองโรงแรม รวมไปถึงการไปสนามบินตอนเที่ยงคืนเพื่อรอขึ้นเครื่องตอนตีสาม ชอบการเข็น trolley ชอบความรู้สึกที่เหมือนอยู่อีกโลกนึง ตอนเดินเข้าไปในประตูพรากญาติและคนรัก (อีประตูนรกนั้นแหล่ะ ที่เวลาไปส่งผู้ชายแล้วเค้าไม่ให้เราเข้าอ่ะ) ชอบเดินดูของตามร้าน duty free ดูผู้คนที่จะต้องจากกันไปไกล ดูผู้คนที่กำลังจะบินกลับบ้าน ดูผู้คนที่กำลังจะไปเที่ยวเหมือนกะเรา ชอบตอนที่เค้าปั๊มวันที่ในพาสปอร์ตว่าเราจะ depart ชอบตอนเครื่องบินกะลังจะเทคออฟ --โอ้ว ลาก่อนเมืองไทย แล้วเจอกันใหม่ เมื่อชาติต้องการ

คิดว่าหลายๆ คนที่กะลังอ่านโพสต์นี้อยู่ล้วนแล้วมีประสบการณ์ไปต่างบ้านต่างเมืองกันแล้วทั้งนั้น ใครรู้สึกยังไงบ้างก็ do share นะ แล้วจะคอยอ่าน ก่อนลากันไปขอทิ้งเพลงนี้ไว้แล้วกัน ไหนๆ ก็อุตส่าห์พูดถึงมิวสิคเค้าแล้ว

*Counting Down The Days - Natalie Imbruglia*

You were right
And I don't wanna be hereIf your gonna be there
Was that supposed to happen?
I'll hold tightI'll remember to smile
Though it has been a while
And without you does it matter?
There's no roomNo place to start
When our souls are apart

*I wanna travel through time
See your surprise
Hold you so tight
I'm counting down the days tonight
I just wanna be a million miles away from here
I'm counting down the days

How've you been
It's just the usual here
And days are feeling like years
And every day's without you
Now I cryJust a little too much
When I think of your touch
And everything about youI feel coldI'm in the dark
When our souls are apart

*I wanna travel through time
See your surprise
Hold you so tight
I'm counting down the days tonight
I just wanna be a million miles away from here...


จบข่าว

6 comments:

Anonymous said...
This comment has been removed by a blog administrator.
Anonymous said...

sooooo knackered, wanna go bak to sleep! fcuk the job!

Anonymous said...

วันนี้เขียนได้โดนใจจริงๆ ค่าคุณ ชั้นอ่านแล้วอยากจะแบ็คแพคไปเที่ยวรอบโลกไปที่ที่ยังไม่เคยไปอีกสักครั้งหนึ่งจัง ตอนนี้ได้แต่นั่งอู้งานหาข้อมูลท่องเที่ยวเผื่อไว้และเก็บตังค์รอเที่ยวไปพลางๆ ก่อน เฮ้ออ..

Anonymous said...

so few comments for this post, where have all my devoted fans gone, I believe I do have some!

Anonymous said...

so few comments for this post, where have all my devoted fans gone, I believe I do have some!

Anonymous said...

ช่าย ตรงใจมากๆ รู้สึกเหมือนกันเลยเวลากูเดินทางออกไปนอกเขตประเทศอาณาจักรสยาม ช่วงเวลาเตรียมตัวก่อนไปนั้น ไม่สามารถหาคำมาอธิบายได้ ได้แต่นั่งคิดแล้วยิ้มกะตัวเองว่า จะทำไรดีน้าเวลาเจอเค้า จะไปไหนกันดี จะมีความสุขให้สนุกสุดเหวี่ยงเลย... แล้วยิ่งวันเดินทาง จะยิ่งระริกระรี้เป็นพิเศษ แต่งตัวให้สวยเริดเชิดหยิ่ง เห็นกูแล้วต้องตกตะลึง เฮ้อ กูมีความคิดแบบนี้มาหลายวันแล้ว แต่ไม่รู้ว่าได้ทำกรรมใดไว้ จนบัดนี้กูยังนั่งแช่ตูดที่บ้านรอคอยให้วีซ่าออกมาซักที เพราะอีนี่จะบ้าตายอยู่แล้ว ไหนจะเรื่องโรงเรียน ไหนจะเรื่องตั๋ว ชิทมากๆ แต่ก็นะ กัดฟันรออีกนิดเดียว แล้วความสุขก็จะตามมาเอง.... คิดแล้วอยากรีบไปเหยียบดอนเมืองเร็วๆ จัง