Sunday, March 26, 2006

แดดแผดเผากับเต่าเอากัน / Sun Burn & Humping Turtles

กลุ่ม Staff สติสตังไม่ค่อยดี / Mentally Unstable Staff
ค่ะ ท่านผู้อ่าน คุณผู้เขียนเพิ่งกลับมาจาก Trip ที่สัตหีบมาหมาดๆ คุณผู้เขียนอ่อนเพลียมากๆๆๆ เพราะไปเป็น staff ช่วยงานบริษัทมา (ไม่ได้ OT ด้วย!!) งานนี้ก็คือ Sattaheep Trip
กิจกรรมครั้งนี้เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนได้ออกไปเรียนภาษาอังกฤษนอกสถานที่บ้าง
เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ แทนที่จะอุดอู้อยู่แต่ในชั้นเรียนเหม็นๆ (มันเหม็นจริงๆ นะ) และแล้วก็มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่านักเรียนจำนวนกว่าสี่สิบชีวิต พากันแห่แหนมาสมัครเข้าร่วมกิจกรรมนี้ โดยหารู้ไม่ว่าตัวเองกำลังแกว่งเท้าหาเสี้ยนซะงั้น…
เวลาหกโมงครึ่ง
หากใครสัญจรผ่านไปผ่านมาแถวหน้าตึกซีพี สีลม จะเห็น Personal Tutors ซึ่งนำแสดงโดยอีซิ่มกับตัวข้าพเจ้าค่อยๆ ช่วยกันแซะตัวออกจากแท็กซี่ เสร็จแล้วก็รีบตรงดิ่งไปซื้อกาแฟเย็นเซเว่นมากรอกปากกันคนละหนึ่งแก้วให้ alert ก่อนที่จะทำงาน ก็คิดดูสิเมื่อคืนกว่าข้าพเจ้าจะได้นอนก็ตั้งตีสองครึ่ง ต้องแหกม่านตาตื่นตอนตีห้าครึ่ง แล้วต้องไปถึงที่โรงเรียนประมาณหกโมงครึ่ง ตากูจะปิดอยู่แหล่ว
ตัดภาพมา staff ทุกคนกำลังแข็งขันแจกป้ายชื่อ แจกเอกสารให้นักเรียนเซ็นต์รับรองว่าถ้ามีการเสียชีวิตเกิดขึ้น ให้โทษโรงเรียนอย่างเดียว ห้ามโทษ staff เด็ดขาด
ตัดภาพมาอีกทีนึง staff ทุกคนกำลังแข็งขันช่วยกันต้อนนักเรียนขึ้นรถบัส
จับต้อนขึ้นรถบัสสองคัน แจกข้าวแจกน้ำ เอนเตอร์เทน เล่นเกมส์ ปาหี่อะไรไปเรื่อย สุดแท้แต่จะคิดได้ (ในขณะที่ teachers สองคนนอนหลับไม่ช่วยกันทำมาหากินซะงั้น โดยเฉพาะป้า Craig) รถบัสแล่นไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆๆ (นานพอสมควร เพราะอิชั้นต้องทนนั่งฟัง my humps ไปประมาณสองร้อยหกสิบสี่รอบเศษ) จนถึงสัตหีบ เมื่อทุกคนได้ลงจากรถบัสและทันทีที่ผิวคนกรุงได้สัมผัสกับแดดเปรี้ยง (ที่ มันกะจะแผดเผาให้ตายกันไปข้างนึง) ผู้ดีกรุงเทพก็พากันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่ผิวหนังพุพอง เพราะอากาศร้อนเหมือนอยู่ในนรกยังไงยังงั้น (ไม่เคยไปเองหรอก ฟังเค้าเล่ามา) ทุกคนจัดแจงเอาครีมทากันแดดมาชโลมร่างกายกันอย่างบ้าคลั่ง เอาล่ะ เรากำลังจะไปนั่งเรือของทหารเรือเพื่อเอาชีวิตไปทิ้งที่เกาะขามกัน
คึกๆๆๆๆๆ เสียงเรือค่อยๆ ชะลอความเร็ว โอ้โห น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลิงมากๆๆๆ เลยค่ะคู้นนนนนนน
กลุ่มอิชั้นโชคดี (หรือปล่าว??) ได้ไปปีนเขาก่อน ส่วนอีกกลุ่มนึงต้องนั่งเรือท้องกระจกไปดูปะการัง ตอนแรกอิชั้นก็คิดว่าการปีนเขามันจะต้องชิวๆ แน่ๆ แต่จริงๆ แล้วมัน bitch พอดูเลยล่ะค่ะ โดยเฉพาะคนเมืองกรุงอย่างกรุ๊ปอิชั้นซึ่งพากันหอบแห่กๆ ดมยาดมเดินลงมาจากเขา เสร็จแล้วไม่รอช้าอิชั้นและเพื่อนพ้องพากันตรงดิ่งไปกินข้าวทันที โดยไม่รอใครทั้งสิ้น เสร็จก็ไปนั่งให้แดดเผาเล่นต่อที่ชายทะเล ต่อไปมีโปรแกรมไปดูสถานเพาะพันธุ์เต่า ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้น เว้นแต่ซิ่มกะข้าพเจ้าได้ witness เต่าขนาดใหญ่หนึ่งตัวที่พยายามจะ hump เต่าตัวใหญ่เหมือนกันอีกตัวนึงที่อยู่ด้านล่าง อีซิ่มถึงกับอุทานออกมาว่า “เฮ้ย เต่ามันเอากัน!!”
เสร็จจากการดูเต่าเอากันแล้ว พวกเราก็ไปยังสวนนงนุช อิชั้นไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย แต่สวยมากๆๆๆ เลยคุณ โดยเฉพาะสวนหิน (ดูรูปสิ) ใครมีเวลาว่างๆ ลองพาเพื่อนชาวต่างชาติไปเยี่ยมชมกันนะ อันนี้เจ่แนะนำ ส่วนสวนสัตว์ไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่ มีนกกระจอกเทศขนร่วงสองสามตัวที่ยืนจ้องผู้มาเข้าชมเหมือนจะเอาชีวิตยังไงยังงั้น
แต่อิชั้นประทับใจเสือตัวนี้มากๆๆ มันหยิ่งในศักดิ์ศรีมากคุณ จะถ่ายรูปที่ไร มันก็ทำหน้าเซ็งๆ แล้วก็เมินหน้าหนี ราวกับจะบอกชั้นว่า “หึ อีพวกมนุษย์ชั้นต่ำ fur ชั้นสวยไฮโซกว่าตั้งเยอะ”
นั่งรถกลับบ้านมีแต่ความไม่สงบ เพราะว่าเปิดเพลงเต้นกันจนรถกระเพื่อม
หนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ต่อมา รถบัสเงียบสงบ ทุกคนหลับไหลเป็นเจ้าหญิงนิทรา เหลือก็เพียงแต่เสียงของอีซิ่มกับข้าพเจ้าที่เม้ากันในความมืดอย่างไม่หยุดไม่หย่อนจนถึงกรุงเทพ
จะว่าไปกาแฟเซเว่นมันก็แรงเหมือนกันนะเธอ!!

ปล. ขอแสดงความนับถือพี่ดาว
Event Organizer มือฉมังของ Wall Street Institute ที่ไม่หยุดพักเลยตั้งแต่หกโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม ไม่รู้ไปเอาพลังมหาศาลมาจากไหน นักเรียนจะหลับจะนอน เจ่เค้าก็จะไปกรี๊ดผ่านไมค์ใส่หูนักเรียนคนนั้นให้สะดุ้งตื่นเล่นๆ แถมตลอดทางเจ่แกก็ถือไมค์ร้องคาราโอเกะคนเดียวของแกไปเรื่อยซะงั้น รถกะบะรถบัสคันไหนคนเยอะๆ ขับผ่านก็ไปเจ่แกก็โบกมือ กรี๊ดใส่เค้า อยากบอกว่าไม่มีใครเหมาะเป็น Event Organizer เท่าเจ่อีกแล้ว แล้วเจ่ก็สวยมากๆๆๆๆๆ ชิมิคะอีซิ่ม

กับป้า Craig ขี้อู้ จู้ฮุกกรู้ / with Auntie Craig


สู้ต่อไปมิยูกิ เพื่อปากท้องของหล่อน! / Keep Walking!

Tuesday, March 21, 2006

Sayonara Doraemon!  さよならドラエモン!


แก...ชั้นเหงาตามโนบิตะเลยอะ

คำวิจารณ์จากสำนักนักวิจารณ์แห่งหนึ่งในแถบโอกินาว่า:
การแรเงา (shadowing) ของผู้วาดสะท้อนถึงความหว่าเหว่ (loneliness) และความว่างเปล่า (emptiness) ในยามโพล้เพล้ (twilight)ของโนบิตะได้เป็นอย่างดี
ลิ้นชักที่ไร้ร่างของโดราเอม่อนก็กลายเป็นลิ้นชักที่ว่างเปล่าเวิ้งว้าง ไม่มีสีสัน (no colour)
ผู้วาดเอาใจใส่ถึงรายละเอียดขนาดที่ว่าหนังสือที่รายเรียงกันกันในตู้หนังสือ (bookshelf) ของโนบิตะยังว่างเปล่าและไม่มีตัวหนังสือใดๆ ทั้งสิ้น
แต่ในขณะเดียวกัน หากพิจารณาใบหน้า (face) ของเขาดูให้ดีแล้วจะเห็นได้ชัดว่า
โนบิตะได้ปลง (resignation) และยอมรับ (acceptance) การจากไปของเพื่อนหุ่นยนต์จากศตวรรษที่ 21 ได้เป็นอย่างดี
ถ้าลองพิจารณาประโยคที่โนบิตะรำพึงกับตัวเอง (soliloquy) แล้วจะเห็นว่าโนบิตะมีวุฒิภาวะสูงมาก (maturity)
โดยเฉพาะ (especially) ประโยคที่ว่า "แต่อีกหน่อย...ก็คงชินไปเอง"
(สังเกตว่ามีการหยุดช่วงพูด ((pause)) แปลกๆ)
และประโยคที่ว่า "ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก...โดราเอม่อน" แสดงว่าโนบิตะไม่ต้องพึ่งของวิเศษจากโดราเอมอนอีกต่อไปแล้ว
เพราะสามารถพึ่งพาตัวเองได้ (independence)
จากประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ก็เพียงพอที่จะสามารถสรุปได้ว่า ถึงแม้เพื่อนรักจากโลกอนาคตจะจากไป
โนบิตะของเราก็ไม่หวั่นไหว
นับได้ว่าเป็นกะเทยหัวโปก (queer, faggot) ที่เข้มแข็งมากที่สุดคนนึงในวงการเลยทีเดียว

Sunday, March 19, 2006

Mad March and Bitchy Life

Urghhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhh!!!
I can’t believe it’s still March!! Honestly, this month shoulda been over by now but no, in cruel reality, there’re still 2 weeks to go. Yes! 14 days!! What makes this Month more unappealing is that it’s school/uni break, meaning that I have more things to do at work. Basically, everyday when I check I’d have one new student under my Name and so far I have 57 students to take care of and the number is growing! This Month the school is crazy busy and full of needy, demanding students more than usual. Hmm let's see what’s more, I’m now in charge of making the working schedule, weekend schedule and Penalties and these things are driving me mad cos I need to make sure that everybody is happy. As if all this ain't enough, I've just finished this Thai-English translation work. It's one of those contract/agreement things and I think if I see another more of "the Landlord" and "the Tenant", I'll scream and go hang myself quietly.


It’s depressing to think that we spend more time working than doing things for ourselves.

Oh well, “Life’s a Bitch and then you die…” as somebody aptly put it.

I so can’t wait ‘til April. Lots of holidays and most importantly, I’m off to Espanol on vacation! Whoooohooo, can’t wait to take a break and get away from it all.


"Cos' it's a bittersweet symphony this life...
Trying to make ends meet , you're a slave to the money then you die.
I'll take you down the only road I've ever been down...
You know the one that takes you to the places where all the pain lives, yeah...."

Saturday, March 11, 2006

Bet You Look Good On My Space's Floor!


visit my space today @

Tuesday, March 07, 2006

auf Wiedersehen meinen bester Freund!!

อุตส่าห์ประคับประคองกันเรียนจนจบ
โทษทีที่ภาษาเยอรมันชั้นมันโก๊ะๆ กังๆ มึงจะเอาอะไรมากกะคนที่ลงเรียน accelerated german กะอาจารย์ปิลันธ์คนนั้น
บล็อควันนี้ขออุทิศให้อีต่อ ซึ่งนับว่าเป็นเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งของชั้นเลยทีเดียว ที่ต้องอุทิศบล็อคให้ ไม่ใช่ว่ามีการเสียชีวิตเกิดขึ้น แต่ว่าอีนังต่อมันแอบหนีเพื่อนๆ ไปเรียนต่อที่เยอรมัน จันทรโครพ เมื่อคืนวานนี้ แล้วที่ร้ายไปกว่านั้น ชั้นไม่รู้มาก่อนว่ามันจะไปเร็วขนาดนั้น เพราะก่อนหน้านี้มันบอกชั้นว่าจะไปเดือนพฤษภา ไปๆ มาๆ เมื่อคืนตอนจะห้าทุ่ม มันโทรมาหา ถามว่าจะไปส่งมันที่สนามบินหรือปล่าว ชั้นก็นึกว่ามันอำเล่น แต่เพื่อนคนอื่นคอนเฟิร์มด้วยก็เลยเชื่อ มันบอกว่าเครื่องออกห้าทุ่มครึ่ง อีห่า แล้วเพิ่งบอกกูตอนห้าทุ่ม แกนึกว่าชั้นบินได้หรอย่ะ!!

หึ แกไม่อยู่แล้ว ใครจะไปร้านคิโนที่เอ็มโพเรี่ยม กะ พารากอน เป็นเพื่อนชั้นล่ะ แล้วใครจะช่วยชั้นแชร์ตังค์สั่งซีดีโป๊จากเน็ต ใครจะไปดูหนังเป็นเพื่อนชั้น ยามที่คนอื่นเค้าดูกันหมดแล้ว (แกก็ดูแล้วเหมือนกัน แต่ก็ยังมาดูเป็นเพื่อนกับชั้น ประเสิรฐเหลือเกิน) ใครจะมาห้องเที่ยวห้องชั้นตอนดึกๆ แล้วลงไปกินชายสี่หมี่เกี๊ยวกับชั้น เฮ้อ คิดถึงมึงจริ๊งๆ อีกะหรี่!

อย่างไรก็ตาม ขอให้เพื่อนมีความสุขกับชีวิตการเรียนที่โน่น ขอให้ประสบความสำเร็จ อย่าหลงไส้กรอกเยอรมันจนลืมเล่าเรียนไปซะ แล้วก็อย่าลืมหิ้วผู้ชายกลับมามาฝากเจ่ด้วย
แล้วอย่าไปเป็นกะหรี่ซ่องสุมเหมือนอีสองคนนี้ล่ะ