Thursday, March 15, 2007

ขนบไดอารี่

สมัยนี้ใครๆ เค้าก็เขียนบล็อค เขียนไดกันทั้งนั้น (ยกเว้นอีจ๋า ที่ร่ำๆ อยู่ได้ว่าอยากจะมี แต่ก็ไม่ทำซะที) พูดได้ว่าเป็นสิ่งที่วัยรุ่น (หรือวัยไม่ค่อยรุ่น) นั้นจะต้องมี ไม่งั้นจะโดนเพื่อนวีนว่าเป็นคนโลว เทค (เหมือนอีเอ๋ที่ต้องให้อีเจนด่าเช้าด่าเย็น ถึงจะยอมเขียนบล็อคได้) ไดอารี่ กับ บล็อค ไม่มีความแตกต่างอะไรเลย แล้วแต่คนจะเรียกและก็แล้วแต่เว็บที่โฮสต์จะเรียกบริการของตัวเองว่าเป็นไดอารี่ หรือเป็นบล็อค ที่เหมือนกันก็คือเป็นที่ที่เปิดโอกาสให้คนมาเม้าเรื่องของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องสนใจว่าจะมีคนรับฟัง (อ่าน) หรือไม่ (แต่จะคอยจิกเพื่อนๆ ญาติๆ ให้เข้าไปเม้นต์สร้างเรตติ้งอยู่บ่อยๆ) แหม คนเรามันชอบอยู่แล้วล่ะกับการได้พูดได้โปรโมทเรื่องของตัวเอง ได้ออกความเห็น เพราะใครก็คิดว่าตัวเองหน่ะมีดีทั้งนั้น จริงแมะ (ชั้นเองถึงมีบล็อคอยู่หลายอันไงล่ะ)

นึกไรไม่ออก ก็ชูสองนิ้วไว้ก่อน น่ารักดีเทอ

เอาล่ะ เข้าเรื่อง ขนบไดอารี่ คือ สิ่งที่นักไดอาริส หรือบล็อกเกอร์ส่วนใหญ่จะต้องถือปฏิบัติไม่งั้นจะถือว่าแปลกแยก แตกต่าง แล้วเพื่อนจะไม่คบ น้องตั้ม แอบล่ำในร่มผ้าเคยอภิปรายเรื่องนี้มาแล้วครั้งนึง แต่คราวนี้ดิชั้นขอลงรายละเอียดนิดนึงนะฮ่ะ เริ่มกันเลยที่ขนบอันดับหนึ่ง นั่นก็คือรูปภาพ (ที่ส่วนใหญ่จะถ่ายด้วยตัวเองจากกล้องในมือถือ) ที่นำมาพรีเซ้นตัวเองจะต้องเป็นรูปที่คนในภาพพยายามจะประดิษฐ์หน้าตาและ/หรือท่าทางให้น่ารักน่าเอ็นดู (อาการ “แอ๊บแบ๊ว”) ท่าที่ไม่เคยเสื่อมคลายความนิยมในหมู่ชนชาวเอเชียคือท่าชูสองนิ้ว (บางคนโลภมาก ก็จะทำกับมือทั้งสองข้างเลย กลายเป็นสี่นิ้ว) พร้อมกับทำตัวค่อมๆ ลงมา พอให้ผมปรกหน้า บางคนที่มีนิสัยค่อนข้างจะทะเล้น ก็จะนำสองนิ้วไปสวมหัวแกล้งเพื่อนที่ไม่รู้อิโหน่ อิเหน่ให้ได้ครื้นเครงกันพอเป็นกระษัย

ทำหน้าอินโนเซ้น งงๆ ทะลึ่งตึงตังเข้าไว้แล้วจะดีเอง
นอกจากการชูสองนิ้วแล้ว การจัดพอสซิชั่นหน้าตาให้น่ารักและเอ็นดู (แต่ทำไมทำไปทำมาแล้วดันเหมือนกะเทยเกาหลีไปซะได้) ก็เป็นที่นิยมเช่นกัน การทำปากจู๋ๆ แสร้งทำท่าตกใจ หรี่ตาข้างนึง ทำหน้าไม่รับแขก (พยายามจะพรีเซ้นว่าตัวเองเป็น bad ass หรือ bitch แบบมี attitude นิดเนิง ทั้งๆ ที่เวลาอยู่บ้านชอบฟังพุซซี่แคท ดอลล์กับไอซ์ ศรันยู) หรือไม่ก็ถ่ายแบบโคลส อัพ ทำเป็นสีขาวดำ ทาอายไลน์เน่อส์จัดๆ แล้วมองกล้องแบบวีนๆ แสร้งว่าตัวเองนั้นมีพิษสงรอบตัว

น้องๆ ขา ดูชะนีในภาพนี้เป็นเยี่ยงอย่างนะคะ ไม่ต้องใช้สองนิ้วชูชัน (มีแต่สองเต้าที่ชันชู) ไม่ต้องมีการหรี่ตา เบิกตาโต หรือเอาผมปรกหน้าเหมือนผีจูออนแต่อย่างใด แต่ภาพก็ออกมาสวยราวกับหน้าปก FHM เลยทีเดียว

ขนบข้อต่อมาคือการใช้ภาษาและการสะกดคำ อาจจะเป็นเพราะว่ากูอายุมากขึ้นหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าการสะกดแบบผิดๆ (โดยตั้งใจ) มันทำให้คนอ่านอารมณ์ห่อเหี่ยว เสียวท้องน้อย (เสียวทำไมย่ะ) อันที่จริงๆ ผิดนิดๆ หน่อยๆ มันก็ไม่เป็นไรหรอกนะ เพราะว่าชั้นก็ทำ แต่ก็ทำเพราะว่าจะแทนเสียงให้ได้อารมณ์เหมือนกับเวลาที่คุยกับเพื่อน (เช่น เส่ะ ที่มาจาก สิ หนิ มาจาก นี่ เมิง มาจาก มึง เจงๆ ยังงายยยยย ทามมายยยยยยย อะไรประมาณนี้) แต่อย่างงี้ (ดูตัวอย่างข้างล่าง แล้วลองอ่านออกเสียงดู)

“…ถ้าเราม่ะทามอารายเลย… นั่นมันอาจจะจิงก้อดั้ยนะ เวลาเดินปัยส์เรื่อยๆแต่เราหยุดอยู่กับที่ มันก้อกลายเปงว่าเราเดินถอยหลังน่ะสิ… สู้เราทามอารายลงปัยส์นัยตอนนี้ดีก่า ถึงจะต้องมานั่งเสียจัยส์ที่มันพลาด… แต่ดีกว่าที่ม่ะดั้ยเรียนรุ้กับความผิดพลาด รุ้สึกขอบคุนครัยหลายคนที่ผ่านเข้ามานัยชีวิต ทั้งคนที่ทำดีกับเราและทำม่ะดีกับเรา… เทอรู้มั้ยว่าอารัยทำหั้ยชั้นคิดถึงเทอ…”

จะว่าไปน้องเค้าก็มีความคิดที่ดูเป็นผู้ใหญ่เหมือนกันนะ ถ้าอ่านเจาะเอาแต่เนื้อหา แต่เทอรู้สึกเหมือนชั้นแมะ ว่าเหมือนกำลังอ่านไดอารี่ของเด็กอมมือที่พูดยานคางไม่เป็นภาษาอยู่ แล้วทำไมต้องมี ส์ เพิ่มเข้ามาให้ มากมายรกหูรกตา อ่านแล้วกูเวียนเศียรเจงๆ ชั้นไม่รู้ว่าน้องคนนี้เค้าพูดแบบนี้จริงๆ หรือป่าวในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าพูดสงสัยมึงคงเป็นลูกเจ็กแล้วล่ะ ออกเสียง เป็น ว่า เปง อะ แล้วสระไอ สระ ใอ มันพิมพ์ยากมากเลยหรอ ถึงต้องแทนด้วย –ัย ลิ้นไก่สั้นหรือป่าวคะน้อง หรือเป็นช่องเพดานโหว่ คำที่น้องคนนี้เค้าพิมพ์ผิดเนี่ย มันไม่ได้เป็นคำที่พิมพ์ยากอะไรเลยนะ ไม่เหมือนคำว่า อังกฤษ ที่ยังพออนุโลมให้พิมพ์ว่า อังกิด (หรือ อังกริด) หรือโฆษณา เป็น โคสะนา อันนี้ชั้นสันนิษฐานว่ามาจากการแช็ต ที่ต้องใช้ภาษาให้ง่ายๆ สั้นๆ รวดเร็ว ไม่ต้องกด shift บ่อยๆ บางคำที่มีการยืดคำเช่น “หวาดดเด เทอชื่ออารายยย” เพื่อ “แอ๊บแบ๊ว” effects (แต่เจ่ว่ายิ่งทำแบบนี้มันก็จะยิ่งทำให้หนูๆ พิมพ์ช้าลงนะคะ) ทำให้อีกฝ่ายนึงคิดว่าฝ่ายที่พูดเป็นสาวบ๊องแบ๊ว สไตล์เกาหลี ญี่ปุ่น ตามที่ชายไทยส่วนใหญ่ใฝ่ฝันถึง พอทำบ่อยๆ เข้าก็ติดเป็นนิสัย กลายเป็นความเคยชิน วันนี้ขอทิ้งไว้แค่สองขนบก่อน ใครคิดอะไรออกก็กรุณาเม้นเสริมกันมาอย่างกว้างขวางนะคะ

ก่อนจาจากกันปัยส์ ยังงัยเก๊าะเม้นหั้ยเราด้วยน้าา ถ้าม่ายเม้นเราขอหั้ยเทอสอบโอเน็ต เอเน็ตม่ายผ่าน อดด้ายเปงนิสิตมหาลัยของรัดถะบานด้วยยย

ปล. หนิๆ มีใครบอกกูได้มั้ยว่า “งืมๆๆ” แปลว่าอะไร

10 comments:

Anonymous said...

อิชั้นขอสันนิษฐานว่าน้องๆ คงทำงาน ขสมก นะคะ ประมาณว่า "ชีดนัยหน่อยเพ่ ชีดนัยหน่อย" ไม่ก็น้องมัธยมปลายใส่หวีสับ ทาปากแดงๆ ใช้แป้งผุ่นขาวๆ ทาหน้า เพราะไม่มีเงินจะซื้อแป้งรองพื้น ดีดี ใช้ กระโปรงสั้น ถุงเท้ายาวๆ ที่โชว์ให้เห็นขาดำดำ ที่เต็มไปด้วยเซลูไลท์ อย่างกับขาอึ่งอ่าง เด็กสมัยนี้หนอ

Anonymous said...

ต๊าย อ่านคอมมเน้อีต่อแล้วไม่ต้องจินตนาการ เพราะภาพชัดเจนมาก


ชั้นเกลียดการใช้ภาษาอย่างนี้มากเลย แม้ว่าจะเป็นการพูดคุยเล่น แต่เกลียดมากกกกกกกกกกกกกก


ท่าชั้นเหงครัยชั้ยนะ ชั้นจะปัยส์โตบมาน

(แต่ได้ข่าวว่าน้องกูเขียนไดก็ใช้อยู่ เหอะๆๆๆๆ)

กฤษณปรุต ภหุโภคยา said...

อีต่อให้ภาพได้ชัดเจน เพราะเคยผ่านประสบการณ์ตรงนั้นมาด้วยตัวเอง

Anonymous said...

คุณหญิงเห็นด้วยคะ เด็กสามายนี้ย์ มานยางงายยยยยย

Anonymous said...

นี่ ๆ ทำไมพาดพิงถึงกูมากมาย (แต่รูปชั้นกะอีซิ่มนี่สวยจิง ๆ นะ)แล้วทำไมมึงมีเวลาว่างไปอ่านบล็อกคนอื่น แล้วมาวิเคราะห์ สาดเน่

Anonymous said...

แล้วอี "คริ คริ คริ" นี่มันคืออะไรวะ เจอบ่อยเหมือนกัน (มีคนบอกว่าเป็นเสียงหัวเราะ แต่เท่าที่เกิดมาก็ยังไม่เคยได้ยินคนหัวเราะแบบนี้สักที)แล้วทำไมมันไม่เขียนเป็น "คริๆๆๆ" "คิ คิ คิ" หรือ "คิๆๆๆ" อ่ะ

Anonymous said...

555+

กูโคดขำ

อุ๊ย ต้องเขียนคำว่า โคด ให้ถูกด้วยป่าว แต่มันสั้นกว่า โคตร ตั้งตัวนึงอ่ะ

ตัวเดียวยังขี้เกียจพิมพ์เลย

ชั้นล่ะไม่เข้าใจอีคำประเภท ปัยส์ อะไรอย่างงี้จริงๆ เพราะมึงจะเขียนอะไรให้ยาว คำเดิมพิมพ์สองจึ้ก คำใหม่พิมพ์สี่จึ้ก เพื่อ?

แล้วอี ส์ เนี่ย ใส่มาเพื่ออะไร ชั้นล่ะสงสัย เพื่อจะกันไม่ให้ออกเสียง "สสสสสส" เวลาพูดหรอ ก็แต่เดิมคำมันไม่ได้ออกเสียงอยู่แล้ว แถมไม่มี ส์ แล้วจะใส่ให้ยุ่งยากทำไม

เหมือนจะดู แอ๊บแบ๊ว แต่ชั้นว่าบางทีมันปัญญาอ่อนอ่ะ อ่านมากๆแล้วประสาทจะแดก

ปล. โคสะนา นี่มันคำที่ชั้นใช้นิ ใช้ไปมากๆแล้วจะเขียนคำจริงๆไม่ถูก เริ่มโง่ลงทุกวันๆ

Anonymous said...

ไม่ได้มาอ่านไดคุณพี่โน้ตแม่มาตั้งนาน
มีแอบพาดพิงกันด้วยนะฮะ


อันตัวน้องเองก้อไม่ค่อยชอบภาษาแบบนั้นเท่าไหร่
จะมีติดไช้อยู่ไม่กี่คำ
เช่น ก้อ - อันนี้ถึงจะกดหลายจึ๊กกว่า แต่พิมแล้วรุสึดสะดวกกว่าการกดชิพแล้วจิ้มไม้ยมก อะพี่

แต่คำที่เกลียดที่สุดเวลาแชทคือ อิอิ - มันดูเปนการหัวเราะที่ดัดจริตมาก

แค่นี้แหละค่ะ

Anonymous said...

อุอิอุอิอุอิอิอิอิอิอุอุอุอุ

เก๊าะมะเหงมีครายบอกเรยยยนี่หว่า ว่าพิมพ์แบบเนี้ยะ มานน่ารำคาน...

ถุยส์...กรูมะเชื่อหลอกว่ามรึงมะด้ายทาม

เวลาจริกผู้ชายในเนท

เหี้ย!

Anonymous said...

ตายแล้ว entryนี้มีพาดพิ้งถึงหนูด้วย
ในฐานะที่ที่เป็นลูกเจ๊กเต็มตัวต้องขอออกมาปฎิเสธค่ะ
ว่าภาษาเยี่ยงนี้ลูกเจ๊กเด็กดีเค้าไม่ใช้กัน

อนึ่งเคยได้อ่านจากเมลforwardฉบับหนึ่ง
ว่าภาษาแบบนี้มีต้อนกำเนิดมาจากหญิงขายบริการตามอินเตอร์เนต
ที่ไม่ค่อยมีการศึกษา สะกดคำไม่ค่อยถูกใช้กัน
โดยบางคำมีนัยเป็นโคดลับที่จะทำให้รู้กันในหมู่ผู้ใช้บริการ
แต่วัยรุ่นสมัยนี้เห็นดีเห็นงามใช้กันมากมาย
เป็นกระหรี่กันทั้งบ้านทั้งเมือง
น่าชื่นใจจริงๆ